คลังเก็บหมวดหมู่: เรื่องทั่วไป

การเล่นกีฬาเปตองเบี้องต้น

Published / by admin

ประวัติความเป็นมากีฬาเปตองในประเทศไทย
กีฬาเปตองได้เริ่มเข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2518 โดยการริเริ่มของนายจันทร์  โพยหาญ นำกีฬาเปตองเข้ามาเผยแพร่ให้คนรู้จัก อย่างเป็นทางการคนแรก นายจันทร์  โพยหาญได้ร่วมกับนายศรีภูมิ สุขเนตร ซึ่งเป็นอดีตนักเรียนเก่าฝรั่งเศส ซึ่งมีความรู้ความสามารถในด้านกีฬาเปตองเป็นอย่างดี ได้ร่วมกันจัดตั้งสมาคมเปตอง และโรปวังซาล แห่งประเทศไทย ขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2519 โดยมีนายศรีภูมิ สุขเนตร เป็นนายกสมาคมคนแรกเมื่อจัดตั้งสมาคมเรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการได้ช่วยกันรณรงค์เผยแพร่ และสาธิตการเล่นเปตองมาโดยตลอด แต่ไม่ได้รับความสำเร็จเท่าที่ควร
ต่อมาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนีทรงช่วยส่งเสริม และเผยแพร่ให้อีกทางหนึ่ง โดยทรงรับสั่งให้จัดการแข่งขันเปตองชิงชนะเลิศภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้น ซึ่งพระองค์ท่านและสมเด็จพระพี่นางเอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาฯ ทรงได้ลงร่วมทำการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย และอีกหลาย ๆ รายการจึงให้สมญานามกีฬาเปตองว่า “กีฬาสมเด็จย่า”
ใน พ.ศ. 2527 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ รับสมาคมเปตองและโปรวังซาล แห่งแระเทศไทย ไว้ในพระอุปถัมภ์ และวันที่ 22 เมษายน 2530 เปลี่ยนชื่อสมาคมเปตองฯ เป็นสหพันธ์เปตอง แห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์ สำนักงานตั้งอยู่ที่ 2088 อินเดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก กรุงเทพฯ ปัจจุบันกีฬาเปตอง มีการบรรจุเข้าในการแข่งขันกีฬา ของส่วนราชการต่าง ๆ รวมทั้งภาคเอกชนด้วย เช่น กีฬาแห่งชาติ กีฬาเขตการศึกษา กีฬากองทัพไทย กีฬามหาวิทยาลัย กีฬาของกระทรวงต่าง ๆ กีฬารัฐวิสาหกิจ เป็นต้น

จุดเด่นของกีฬาเปตอง
1. เป็นพื้นฐานในการเล่นกีฬาประเภทอื่น ๆ ลักษณะของการเล่นเป็นการ เสริมสร้างแนวความคิด และสติปัญญาของผู้เล่น
2. ในระหว่างการเล่นร่างกายจะได้รับการบริหารทุกส่วน กล่าวได้ว่าในการเล่นเปตอง 6 เกมส์/วัน จะต้องออกกำลังในการใช้ลูกบลูที่มีน้ำหนัก 680/700 กรัม ถึงประมาณ 200 ครั้ง ก้มขึ้นลงประมารณ 250 ครั้ง เดินไปมาในสนามประมาณ 3 กิโลเมตร
3. การเล่นกีฬาประเภทนี้ง่าย และสะดวก เล่นได้ทุกเวลาทั้งในร่ม และกลางแจ้ง สนามเดิน หญ้า และลูกรัง

ประโยชน์ของกีฬาเปตอง
พัฒนาทางด้านร่างกาย
– กำลังแขน ผู้เล่นจะฝึกการใช้กำลังทั้งนิ้วมือ ข้อมือ แขน ข้อศอก และหัวไหล่ให้สัมพันธืกัน เพื่อการบังคับลูกให้ได้จังหวะ และระยะที่ต้องการ
– กำลังขา ผู้เล่นจะต้องเดินไปเดินมาตามความยาวของสนามซึ่งมีขนาดยาว 15 เมตร กว้าง 4 เมตร ลุกนั่ง เพื่อการวาง หรือเข้าลูกตลอดเวลาการเล่น
– สายตา กีฬาเปตองช่วยให้เกิดการทำงานที่สัมพันธ์กันระหว่างสายตา และมือ เนื่องจากต้องใช้สายตา กะระยะทาง พิจารณาแง่มุมต่าง ๆ ที่จะเข้าลูกตีลูก เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพตามต้องการ

พัฒนาการทางด้านสติปัญญา
– กีฬาเปตองเป็นเกมการเล่นที่จำเป็นต้องอาศัยการคิด คาดคะเน และการอ่านเกมในการเล่น อย่างจริงจัง คิดเกมรับเมื่อเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และเกมรุกที่บังคับให้ฝ่ายตรงข้ามเล่นตามเกมที่เราวางไว้

พัฒนาการทางด้านจิตใจ
– กีฬาเปตองมีทั้งเดี่ยว คู่ทีม ผู้เล่นจะต้องเข้าใจถึงจิตใจของผู้ร่วมทีมเป็นอย่างดี มีการปรึกษาหารือกัน ยอมรับความคิดของกัน และกัน แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้นำ และผู้ตามที่ดี สมาธิเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งไม่ว่าเป้นการเล่นประการใด ๆ ผู้เล่นจะต้องฝึกการวางเฉย ทำจิตให้สงบ ทำสมาธิให้ได้ ตั้งความหวังให้น้อย กว่าความเป็นจริง ไม่วิตกกังวลเกินไป ไม่ท้อถอยในการเล่น ไม่สนใจเสียงข่มขวัญ เสียงเชียร์ที่ดัง การสอนเกมการเล่นของฝ่ายตรงข้าม เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้เกิดความกังวลสับสน จะมีผลต่อเกมการเล่น ถ้าสมาธิไม่ดีพอ

การพัฒนาการทางด้านสังคม
– กีฬาเปตอง เป็นกีฬาที่เล่นได้ไม่ยาก จึงมีผู้นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายจะเห็นได้ว่าในหมู่บ้าน หน่วยงานของรัฐและเอกชนได้จัดให้มีการแข่งขัน เพื่อให้ผู้เล่นได้มาพบปะสังสรรค์ได้รู้จักและได้ร่วมสนุกกัน นับเป็นการสร้างสังคมอันดีแก่นักกีฬา นอกจากนี้ยังลดปัญหาสารเสพติด เนื่องจากคนหันมาเล่นกีฬาล่งผลให้ปัญหาอาชญากรรมลดลง
– ดังนั้นการเล่นกีฬาเปตองจำเป็นต้องรู้พื้นฐานของการเล่น การใช้เทคนิคทุกรูปแบบ

อุปกรณ์การเล่นเปตอง
1. ลูกเปตอง (ลูกบูล) เป็นลูกทรงกลมด้านในกลวง ทำด้วยโลหะมีเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 71-76 ม. มีน้ำหนัก 350-800 กรัม มีเครื่องหมายของโรงงานผู้ผลิต ตัวเลขแสดงน้ำหนัก และเลขรหัสปรากฎอยู่บนลูกบูลอย่างชัดเจน หมายเหตุ : ปัจจุบันประเทศไทยมีลูกเปตองที่ทำด้วย พลาสติกเรียกว่า “ลูกพลาสตอง” ผลิต จำหน่าย โดยบริษัท มาราธอน มีขนาด น้ำหนัก มาตรฐาน ใกล้เคียงกับลูกเปตองสามารถใช้เล่นฝึกซ้อม หรือแข่งขันได้ในบางรายการ
2. ลูกเป้า เป็นลูกทรงกลมทำด้วยไม้เนื้อแข็ง หรือพลาสติก มีเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 25-35 ม.ม. ทาสีที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
3. สนามเล่น สามารถเล่นได้ทุกสนาม ที่มีด้านหน้าเรียบยาวตรงพอประมาณ ขนาดของสนามกว้าง 4 เมตร ยาว 15 เมตร (ยกเว้นพื้นไม้ พื้นคอนกรีตลาดยาง)

ประเภทการเล่น
แบ่งประเภทการเล่นเป็น 3 ประเภท คือ
1. ประเภทเดี่ยว ใช้ลูกบูล 3 ลูก
2. ประเภทคู่ คู่ผสม ใช้ลูกบูลคนละ 3 ลูก
3. ประเภททีม ใช้ลูกบูลคนละ 2 ลูก

วิธีการเล่นเปตอง
แบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย ๆ ละเท่า ๆ กัน ให้ลูกบูลมีลวดลายต่างกัน
– เริ่มด้วยการเสี่ยง เพื่อตัดสินว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายได้เริ่มเล่นก่อน
– ฝ่ายชนะเสื่ยงเริ่มเล่นคนใดคนหนึ่ง เลือกจุดเริ่มต้น เขียนวงกลมบนพื้นสนามเส้นผ่านศูนย์กลาง ระหว่าง 35-50 ซม. ห่างจากเส้นสนามได้น้อยกว่า 1 เมตร
– ฝ่ายชนะการเสี่ยงคนใดคนหนึ่งเข้าไปโยนลูกเป้าในสนาม ให้ห่างจากจุดเริ่มต้น ตามระยะดังนี้
– สำหรับเด็กเล็ก    ไม่น้อยกว่า 4 เมตร ไม่เกิน 8 เมตร
– สำหรับเยาวชน    ไม่น้อยกว่า 5 เมตร ไม่เกิน 9 เมตร
– สำหรับเยาวชน    ไม่น้อยกว่า 6 เมตร ไม่เกิน 9 เมตร
– ผู้ใหญ่หรือทั่วไป ไม่น้อยกว่า 6 เมตร ไม่เกิน 10 เมตร

การบริหารร่างกายก่อนและหลังการฝึก
ก่อนการเล่น
การ บริหารร่างกายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักกีฬาทุกคน และต้องปฏิบัติเป็นประจำ ก่อนและหลังการฝึกซ้อมทุกครั้ง เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้ระบบภายในต่าง ๆ ของร่างกายตื่นตัว ระบบประสาทมีความฉับไวในการรับคำสั่งจากสมอง ไม่เกิดอาการเฉื่อยชา ระบบการหายใจทำงานได้สะดวก หัวใจสูบฉีดโลหิตได้ดี ปอดมีการขยายตัว ทำให้มีความจุของปอดทำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้เพียงพอ นอกจากนั้นยังทำให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายยืดหยุ่น แข็งแรงทนทานพร้อมที่จะเริ่มต้นฝึกซ้อมได้

หลังการเล่น
หลังการฝึกซ้อม ทุกครั้ง ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเกิดความตึงเครียด และเสียพลังงานไปเป็นจำนวนมาก การบริหารร่างกายหลังการฝึกซ้อม เช่น บีบ นวด กด จับ ทุกสลับกันไป จะเป็นการผ่อนคลายความตึงของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ไม่ให้เกิดความเมื่อยล้า และนอกจากนี้ยังช่วยให้ระบบภายในส่วนต่าง  ๆ ของร่างกายกลับสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด

วิธีการจับลูกเปตอง
1. หงายมือวางลูกบูลลงไปในอุ้มมือในท่าที่สบาย (รูปที่1)
2. หรือคว่ำมือจับลูก (รูปที่2)
3. ทั้งนี้จะจับแบบใดก้ได้แต่ความถนัดของแต่ละบุคคล

4. ก่อนโยนลูกให้คว่ำมือลงดังรูปที่ 3,4,5,6 เหตุที่ต้องคว่ำมือเพราะจะสามารถบังคับลูกให้ไปตามทิศทางที่เราต้องการได้ ไม่ว่าลูกที่ปล่อยไปนั้นเป็นลูกเข้าหรือลูกตี

5. ก่อนโยนให้หักข้อมือลง และม้วนเข้าหาข้อมือ ในจังหวะสุดท้าย ที่จะปล่อยลูกให้ใช้อุ้งมือส่งลูกออกไป โดยใช้ปลายนิ้วบังคับลูก

หลักการบังคับลูกเปตอง
นัก เปตองที่ฝึกหัดใหม่ มักจะประสบปัญหาเกี่ยวกับการบังคับลูกเปตองอย่างมาก สาเหตุอาจมาจากการฝึกที่ผิด หรือการไปจำวิธีการผู้อื่นแล้วนำมาฝึกอย่างผิด โดยขาดการแนะนำ หรือจากการฝึกที่ฝืนธรรมชาติของตนเอง การฝึกการบังคับลูก ไม่ว่าจะเป็นลูกเข้าหรือลูกตี ลูกหมุนซ้าย หมุนขวา หรือลูกสกรู (ลูกหมุนกลับหลัง) ปลายนิ้วมือและข้อมือมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการบังคับลูก

หลักการเข้าลูกบูล
การเข้าลูกบูล ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเล่นเปตอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควร มีหลักการเข้าลูกดังนี้
1. ใช้ความสังเกต และจดจำปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเอง และคู่ต่อสู่
2. ศึกาพื้นสภาพที่ใช้ฝึก หรือแข่งขัน ว่ามีสภาพเป็นเช่นไร แข็ง เรียบ ขรุขระ ฯลฯ
3. หาจุดตก เพื่อจะได้คำนวณน้ำหนักมือที่จะส่งลูก ให้พอเหมาะกับระยะ
4. ไม่ควรโยนลูกออกจากมือ ถ้าสมาธิยังไม่ดีพอ

นอกเหนือจาก 4 ประการนี้แล้ว สิ่งที่อาจทำให้การเข้าลูกไม่ดีเท่าที่ควรก็คือ ลูกบูลน้ำหนักและมือไม่สมดุลกัน การเข้าลูกมี  2 ลักษณะ คือ นั่งกับยืน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งหรือยืน เท้าทั้งสองข้างจะต้องอยู่ในวงกลม ไม่เหยียบกัน และไม่ยกเท้าในขณะโยนลูก

ลักษณะการนั่งเข้าลูก นั่งบนส้นเท้า มีเท้านำ และเท้าตาม เขย่งส้นเท้าขึ้น และเท้าทั้งสองต้องอยู่ในวงกลมไม่เหยียบเส้น

ยืนเข้าแบบเท้าคู่
ลักษณะการ ยืนเข้า หรือการตีลูก ยืนเท้าคู่ หรือแบบมีเท้านำก็ได้แล้วแต่ความถนัด ของแต่ละบุคคล แต่ถ้าถนัดโยนลูก , ตีลูก ด้วยมือขวา ควรยืนเท้าขวานำเล็กน้อย เพื่อให้การทรงตัวมีฐานที่มั่นคง

วิธีการเข้าลูก
วิธีการเข้าลูกมีอยู่ 3 แบบ คือ
1. การโยนลูกระยะใกล้ (ลูกไลน์) การโยนลูกระยะใกล้ (ลูกไลน์) เป็นการโยนลูกให้ตกตั้งแต่จุดโยนหรือไม่เกิน 3 เมตร จากจุดโยน ใช้แรงเหวี่ยงจากแขน ข้อมือ และปลายนิ้วส่งลูก ระยะทางที่ลูกบูลวิ่งเข้าหาเป้าจะมีระยะทางไกลทิศทางของลูกบูลอาจมีการ เปลี่ยนแปลงได้ง่ายตามลักษณะของพื้นสนามการโยนลูกนี้เหมาะสำหรับสนามเรียบ เท่านั้น

2. การโยนลูกระยะกลาง (ฮาฟดร๊อป) การโยนลูกระยะกลาง (ฮาฟดร๊อป) เป็นการโยนลูกให้ตกเกือบกึ่งกลางระหว่างจุดเริ่มกับลูกเห้าต้องโยนลูกให้สูง กว่าการโยนลูกระยะใกล้ และทุกลูกที่โยนออกไปต้องเป็นลูกที่หมุนกลับหลัง (ลูกสกรู) ข้อสำคัญของการโยนลูกคือ จุดตก การโยนลูกนี้เหมาะสำหรับพื้นสนามที่ไม่เรียบ เป็นหลุม พื้นสนามแข็ง ขระขระ หรือ จุดตกของการปล่อยลูกระยะใกล้เป็นหลุมไม่สามารถหาจุดตกได้

3. การโยนลูกโด่ง (ดร๊อฟ) การโยนลูกโด่งต้องโยนให้สูงกว่าลูกระยะกลาง และต้องให้ลูกหมุนกลับหลัง (สกรู) มากกว่า โดยใช้ปลายนิ้วสกรูลูก ไม่ใช่เป็นการกระดกข้อมูล การโยนลูกนี้จุดตกมีความสำคัญมาก ลูกนี้เหมาะสมกับพื้นสนามที่ไม่เรียบ เปียกแฉะ เป็นหลุมเป็นบ่อ ต้องโยนให้เกือบถึงลูกเป้า ห่างจากลูกเป้า ประมาณ 50-100 ซม. ทั้งนี้ต้องแล้วแต่พื้นสนาม ในการแข่งขันระดับโลกส่วนใหญ่จะใช้โยนลูกลักษณะนี้ เพราะสนามแข่งขันเป็นหินเกร็ด

วิธีการฝึกเข้าลูก
วิธีที่ 1 ให้เขียนวงกลมเป็นเป้าหมายซ้อนกันหลาย ๆ วง วงในสุดมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 ซม. วงนอกต่อ ๆ มาห่างกันวงละ 10-15 ซม. กำหนดคะแนนวงในให้ 5 คะแนน วงต่อ ๆ มาเป็น 4,3,2,1 ตามลำดับ แล้วฝึกเข้าลูกจากระยะ 6 เมตร 6,5,7,7.5 ไปเรื่อย ๆ จนถึง 11 เมตร ฝึกโยนทุกระยะ ระยะละ 40-50 ลูก แล้วจดบันทึกคะแนนแต่ละระยะไว้เพื่อเปรียบเทียบถึงความบกพร่อง ระยะใดที่มีความบกพร่องมากก็ให้ฝึกระยะนั้นมากขึ้น

วิธีที่ 2 ให้เขียนสี่เหลี่ยมมีลูกเป้าอยู่ในสี่เหลี่ยมในสุด ซึ่งมีรัศมี 20 ซม. จากนั้นให้ทำสี่เหลี่ยมซ้อนไปเรื่อย ๆ เส้นห่าง 5-10 ซม. กำหนดคะแนน 5,4,3,2,1 ตามลำดับ ในแต่ละเส้นล่างของสี่เหลี่ยมจะมีลูกบูลอยู่โดยวางแบบสลับฟันปลา กำหนดจุดในการฝึกเหมือนวิธีที่ 1 ระยะใดบกพร่องก็ให้ฝึกระยะนั้นมาก ๆ


วิธีที่ 3 การฝึกเข้าเหมือนแบบที่ 1 แต่เพิ่มลูกบูลดักไว้ ถ้าเข้าถูกลูกบูลที่วางไว้ถือว่าฟาวล์ตองติดลบคะแนน ฝึกให้ชำนาญ

วิธีการฝึกตีลูก
การตีลูก เป็นส่วนสำคัญของการเล่นเปตองอีกประการหนึ่ง เมื่อไม่สามารถเข้าลูกให้ชนะคู่ต่อสู้ได้ ต้องอาศัยการตีลูกเพื่อให้ลูกของคู่ต่อสู้ออกจากจุดที่ตั้งอยู่ ผู้เล่นที่ฝึกหัดใหม่มักเผชิญต่อความยากลำบากในการตีและบังคับลูก สาเหตุอาจมาจากข้อบกพร่องดังนี้
1. ผู้เล่นจับลูกไม่ถูกวิธี และขาดสมาธิ
2. ผู้เล่นอาจตีลูกช้า หรือเร็วเกินไป
3. การประสานงานของแรงตีลูกไม่ถูกจังหวะ
4. การวางตัว และวางเท้าผิดจากความถนัดของตนเอง
5. แขนงอ หรือแกว่งขณะตีลูก
6. ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง
7. ขาดการฝึกซ้อมหรือเว้นระยะการฝึกซ้อมนานเกินไป
8. ลูกเปตอง (ลูกบูล) มีขนาดและน้ำหนักไม่สมดูลกัน
แต่ถ้าผู้ฝึกพบว่าสาเหตุต่าง ๆ ของการตีเกิดขี้นเพราะสาเหตุใด หรือหลายสาเหตุ ให้แก้ไขดัดแปลงวิธีการฝึกทีละขั้นแต่ต้องจับ และวางลำตัว เท้าให้ถูกต้อง โดยอาศัยแรงจาก 3 แหล่งใหญ่ คือ
1. แรงตีที่เกิดจากการเหวี่ยงของแขน
2. แรงตีที่เกิดจากการดีดตวัดข้อมือและนิ้วมือ
3. แรงตีที่เกิดจากำลังขาทั้งสองข้าง โดยการย่อเข่าช่วยเล็กน้อย

วิธีการฝึกตีลูก
วิธีที่ 1 การตีลูกเลียด (ตีไลน์) เป็นการตีลูกลักษณะเกี่ยวกับการเข้าลูกระยะใกล้ แต่ใช้ความแรงมากกว่า และเหมาะสำหรับพื้นสนามเรียบเท่านั้นทิศทางของลูกที่ตีไปหาความแน่นอนไม่ได้ หากมีลูกของฝ่ายตรงข้ามหรือของตนขวางหน้า ก็ไม่สามารถตีลูกลักษณะนี้ได้
วิธีการฝึก
– หาจุดตกของลูก ซึ่งควรเป็นที่เรียบที่สุด
– จุดตกที่ดีไม่ควรห่างจากลูกที่จะตีเกิน 2 เมตร (ยิ่งจุดตกห่างลูกที่ตีมากมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้มาก)
– ก่อนที่จะตีลูกต้องมีสมาธิ และความเชื่อมั่นในตนเอง
– ฝึกการประสานงานของแรงที่ใช้ในการตี เช่น แขน มือ นิ้วมือ ข้อมือ และขาทั้งสองข้าง
– ฝึกอย่างสม่ำเสมอและจริงจริง
วิธีที่ 2 การตีลูกถึงตัว (ตีเจาะ) การตีลูกนี้เหมาะกับสภาพสนามทุกรูปแบบ และเป็นลูกที่นักกีฬาเปตองทั่วไปใช้กันมากที่สุด เนื่องจากการฝึกตีลูกนี้หากตีได้อย่างแม่นยำ ลูกที่ต่ำไปถูกลูกคู่ต่อสู้ เป็นจังหวะเดียวกับลูกตกถูกพื้นพอดี ลูกที่ตีมีโอกาสอยู่แทนที่ได้ด้วย การฝึกตีลูกนี้นักกีฬาไม่ต้องพะวงว่าจะมีลูกขวางหน้า
ท่าทางในการตีลูก
– ยืนในท่าที่ถนัดที่สุด แต่เท้าทั้งสองข้างต้องไม่เหยียบเส้น และอยูในวงกลม
– ตั้งลูกตามต้องการเพื่อฝึกตี
– เริ่มฝึกตีจากระยะใกล้ ๆ ก่อน จาก 3 เมตร 4 เมตร 5 เมตร ต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงระยะ 12 เมตร แล้วจดสถิติไว้ทุกวัน ๆ เพื่อนำมาแก้ไขข้อบกพร่อง
– ฝึกการประสานงานของแรงที่ใช้ในการตีลูกให้สัมพันธ์กันระหว่างการดีดตวัดข้อ มือ นิ้วมือ และขาทั้งสองข้าง ระบบการหายใจก็มีส่วนสำคัญ เกี่ยวกับกับการตีลูกมาก ควรจะได้มีการฝึกให้ประสานงานให้ดี
– ก่อนตีลูกจะต้องมีสมาธิ และความเชื่อมั่นในตัวเอง
– ฝึกอย่างสม่ำเสมอและจริงจัง

“ฟุตบอลโลก..เกมส์กีฬา มิใช่การพนัน!”

Published / by admin

                 ช่วงฤดูกาลกระแสฟุตบอลโลกในขณะนี้ ที่ส่งผลกระทบต่อสังคม ! ! จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) เกี่ยวกับเรื่องหวั่นพิษบอลโลก ทำเด็กไทยตกวงจรอุบาทว์ และ ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ หัวหน้าโครงการ Child Watch ผอ.สถาบันรามจิตติ เผยข้อมูลโครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนทั่วประเทศที่สถาบันรามจิตติทำร่วมกับกระทรวงวัฒธรรม (วธ.) เรื่อง “วัยรุ่นกับความเสี่ยง” ซึ่งสำรวจเมื่อเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2548 จากกลุ่มตัวอย่างเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ 7,000 คน พบว่า ร้อยละ 15 เคยเล่นพนันบอล เมื่อนำตัวเลขนี้มาประมาณการมีวัยรุ่น 1-1.5 ล้านคน เล่นพนันบอล ทั้งนี้

เด็กประถมเล่นพนันบอลทั้งแบบทุกคู่และบางคู่ ร้อยละ 5.64 หรือประมาณ 1-2 แสนคน เด็กอายุน้อยที่สุดที่เล่นพนันบอลเรียนชั้น ป.4 ส่วนมัธยมและอุดมศึกษาเล่นพนันบอลร้อยละ 15.26 หรือประมาณ 1-1.2 ล้านคน ซึ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือเล่นพนันบอลมากที่สุดร้อยละ 32 และน้อยที่สุดคือภาคใต้ แต่มีสัดส่วนใกล้เคียงกันและมีจำนวนเงินจากการพนันบอลเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนสะพัด 300-400 ล้านบาท
“การวิจัยใช้แบบสำรวจเด็กทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด 17 แห่ง โดยใช้เครือข่ายนักวิจัยจากต่างจังหวัดเป็นผู้ร่วมวิจัย พบว่าเด็กชั้น ป.4-6 ในโรงเรียนในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั้งฐานะดีและยากจนเล่นพนันบอล” และในจำนวนเด็กที่เคยเล่นพนันบอลร้อยละ 50 เคยถูกทำร้ายร่างกาย อีกร้อยละ 20 ถูกกรรโชกทรัพย์ และร้อยละ 10 เคยค้าประเวณี เพื่อจ่ายหนี้พนันบอล

ซึ่งสอดรับกับการศึกษาภาคสนามเรื่อง “มาเฟียเด็ก” ของนิสิตปริญญาโท คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่า เยาวชนทั้งชายและหญิงจำใจเอาตัวเข้าแลกเพื่อจ่ายหนี้พนันบอล มีทั้งใช้ตัวเองเข้าแลกและใช้แฟนขัดดอก ซึ่งจะได้รับค่าตัวครั้งละ 1,500-5,000 บาท และพบว่าในโรงเรียนมีการรับแทงบอลราคา 1,000-10,000 บาท “เด็กชายคนหนึ่งติดหนี้พนันบอลหลายหมื่น ถูกลากขึ้นรถจากหน้าโรงเรียน

ถูกซ้อมและกักขังอยู่ในโรงแรมม่านรูดถึง 45 วัน กว่าพ่อแม่จะมาเคลียร์หนี้ให้ได้ กรณีเช่นนี้เกิดมากในโรงเรียนชั้นนำที่เด็กมีเงิน เพราะย่ามใจแทงพนันบอลแบบใช้บัตรเครดิตทีละมากๆ พอมีปัญหาก็เรียกพ่อแม่มาเคลียร์”ซึ่งจะมีการประสานกับ สสส.ทำหนังสือถึงสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เพื่อขอความร่วมมือแจ้งสื่อสิ่งพิมพ์หยุดเสนอข่าว และข้อมูลเชิงเทคนิคที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการใช้พนันบอล เช่น ข้อความว่า ตัวจริงเจ็บลงไม่ได้ ตัวต่อน้อยแล้ว สุดท้ายจบแบบฟันธงว่า ใครชนะ และมีแต้มต่อกี่ลูก ขอให้นำเสนอข้อมูลในสิ่งที่น่าสนใจ และเป็นจุดเด่นของแต่ละทีมแทน เพราะไม่ต้องการให้สื่อไทยกลายเป็นสื่อพนันบอล
นอกจากนี้พบว่า พนันบอล มีอยู่ 3 แบบคือ 1.เล่นตามโต๊ะ 2.ใช้บริการสถานบันเทิง และ 3.เล่นกับเพื่อน โดยอาศัยข้อมูลจากหนังสือพิมพ์และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ จ.นนทบุรี เป็นหนึ่งในจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการจังหวัดน่าอยู่สำหรับเด็ก จึงร่วมมือกับไชลด์ วอทช์ และ สสส.ป้องกันเยาวชนจากการพนันในช่วงฟุตบอลโลก รวมทั้งขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกวดขันขั้นเด็ดขาด จับกุมผู้เล่นพนัน โดยเฉพาะในโรงเรียน จะประสานความร่วมมือกับครู อาจารย์ฝ่ายปกครอง และออกหนังสือเวียนไปยังสถานบันเทิง โรงแรม หอพัก คาราโอเกะ ร้านอาหารและท่ารถ เพื่อให้เป็นหูเป็นตา และไม่ส่งเสริมการเล่นพนันบอล รวมถึงขอให้โรงเรียนบันทึกเทปบอลโลกฉายให้เด็กดูช่วงพักกลางวัน และมีสมัชชาเยาวชนแต่ละจังหวัดเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง และให้คำปรึกษาเพื่อน


น.พ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ชมการแข่งขันฟุตบอลโลกโดยเฉพาะวัยรุ่นก็น่าเป็นกังวล ขณะนี้ 69 องค์กรในไทยได้ลงนามในโครงการรณรงค์ให้ถ่ายทอดกีฬา ปลอดแอลกอฮอล์ของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อสาธารณะ วอชิงตัน อเมริกา ร่วมกับอีก 300 องค์กร จากกว่า 30 ประเทศ

เพื่อเรียกร้องให้สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) กำหนดให้การแข่งขันฟุตบอลโลกปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ พล.ต.ต.คำรบ ปัญญาแก้ว ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี ระบุว่า ได้จัดเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบออกตรวจตามสถานบันเทิง โรงแรม คาเฟ่ที่จัดให้ชมการแข่งขันฟุตบอล รวมถึงประสานสถานศึกษา เจ้าของหอพัก บ้านเช่า สถานประกอบการเพื่อให้สอดส่องดูแลไม่ให้มีการเล่นพนันบอล และขอความร่วมมือองค์กรธุรกิจที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตหลีกเลี่ยงบริการเวบไซต์พนันบอล

นอกจากนี้ ยังสำรวจข้อมูลบุคคล สถานที่ที่ตรวจพบว่ามีการเล่นพนันบอล โดยให้เฝ้าระวังและตรวจตราเป็นพิเศษ และแจ้งจับเจ้าของกิจการหรือผู้จัดให้ชมถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก โดยเฉพาะจุดที่มีผู้ไปใช้บริการมาก และปล่อยให้เล่นพนันบอล โดยใช้มาตรการพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาต

ตัวอย่าง โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน เข้มจัดระเบียบขาสั้น กลุ่มกิจกรรมนักเรียน อ.เมือง จ.ขอนแก่น ได้มีมาตรการควบคุมหลายอย่าง อย่างเช่น แจ้งเตือนให้นักเรียนได้รับทราบถึงระเบียบข้อบังคับการเล่นการพนันในสถานศึกษา รวมทั้งส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้ปกครองของเด็กได้รับทราบด้วย “นอกจากนี้ทางโรงเรียนยังมีทีมงานที่ฝังตัวอยู่กับหน่วยจัดระเบียบสังคมของจังหวัด ถ้าพบเห็นแหล่งมั่วสุมหรือมีนักเรียนเข้าไปมั่วสุม เมื่อตรวจพบว่าผิดกฏระเบียบของสถานศึกษาก็จะจดรายชื่อส่งหนังสือไปเรียกผู้ปกครองมาพบทันที” พร้อมกันนี้หากพบว่า นักเรียนมาสายเพราะดูการถ่ายทอดฟุตบอลติดต่อกัน 3 วัน ก็จะเชิญผู้ปกครองมาพบและทำบัณฑ์บนคาดโทษไว้ทันที แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเหตุผลของแต่ละคนว่าทำไมถึงมาโรงเรียนสาย

ทางโรงเรียนมีการประชาสัมพันธ์ให้นักเรียนทราบอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยที่หน้าเสาธง โฮมรูม รวมถึงการอบรมในห้องเรียน โดยจะบอกให้เห็นถึงโทษของการเล่นการพนัน และเชิญชวนให้ดูแบบกีฬา

เกมส์กีฬา มิใช่การพนัน ต้นทางสู่อบายมุขซึ่งมีแต่ทุกข์โทษภัย เสียทั้งเวลาและทรัพย์สิน เป็นต้น แก่ตนเองและนำความเดือนร้อนสู่คนรอบข้างสำหรับผู้เข้าไปเกี่ยวข้องได้ทุกราย

ชีวิตต้องสู้!! 10 นักกีฬาแห่งแรงบันดาลใจ

Published / by admin

ชีวิตต้องสู้!! 10 นักกีฬาแห่งแรงบันดาลใจ

Untitled-11

นอกจากกำลังกาย กำลังใจที่ผลักดันให้นักกีฬาพร้อมจะลงสู่สนามแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราอาจไม่เชื่อว่าจะทำให้นักกีฬาหลายคนยึดมั่นถือมั่นไว้ นั่นคือแรงบันดาลใจจากนักกีฬารุ่นพี่ทั้งหลายได้สร้างไว้ งั้นเราลองมาดูกันหน่อยดีกว่าว่ามีใครบ้างที่สร้างประวัติศาสตร์ให้เราได้เห็นกัน

Untitled-1

เคอร์รี่ สตรุจ (Kerri Strug)

จัดว่าเป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งในกีฬาโอลิมปิกปี 1996 ที่แสดงให้เห็นถึงพลังอันสุดยอดของสาวน้อยนักยิมนาสติก เคอร์รี่ สตรุจ โดยขณะที่เริ่มการแข่งขันนั้นเธอมีอาการบาดเจ็บอย่างหนักจากการแข่งม้ากระโดดในครั้งแรก แต่นั่นกลับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เธอกลับมาเล่นต่อได้ในเวลาต่อมาและทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนทำให้ทีมชาติสหรัฐอเมริกากลับมาชนะทีมชาติรัสเซียได้ชนิดที่เหนือความคาดหมาย

 

Untitled-2

ยูเซน โบลท์ (Usain Bolt)

ยูเซน โบลท์ กลายเป็นนักวิ่งชาวจาเมกาคนแรกที่สามารถทำลายสถิติโลกและสถิติโอลิมปิกในการชนะทั้งการวิ่ง 100 เมตร และวิ่ง 200 เมตร ซึ่งทำได้ในปักกิ่งเกมส์ปี 2008 โดยทำลายสถิติเดิมของ คาร์ล ลูอิส (Carl Lewis) นักวิ่งชาวอเมริกันที่เคยทำไว้ในกีฬาโอลิมปิกปี 1984

 

Untitled-3

มัทธีอัส สไตน์เนอร์ (Matthias Steiner)

ในกีฬาโอลิมปิกปักกิ่งเกมส์ปี 2008 ได้มีตำนานรักอันแสนเศร้าเกิดขึ้นมาบทหนึ่ง ซึ่งเหมือนกับพระเจ้าดลบันดาลให้นักยกน้ำหนักชาวเยอรมัน มัทธีอัส สไตน์เนอร์ ได้รับชัยชนะจากรุ่นซูเปอร์เฮฟวี่เวท โดยที่เขาได้ไปรับเหรียญรางวัลพร้อมด้วยรูปถ่ายของภรรยาซึ่งเพิ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์เมื่อปีก่อน และด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งทำให้เขายกน้ำหนักได้มากกว่าสถิติเดิมของตัวเองถึง 13.6 กิโลกรัม การเฉลิมฉลองของมัทธีอัสในครั้งนั้น จึงเป็นเหตุการณ์สะเทือนอารมณ์ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โอลิมปิกเกมส์

 

Untitled-4

ทอมมี่ สมิธ (Tommie Smith)

โอลิมปิกปี 1968 ที่ประเทศเม็กซิโก มีเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้ชมไม่มีวันลืมเลือนแน่นอน เมื่อในพิธีเชิญเหรียญรางวัลในกีฬาวิ่ง 200 เมตรชาย ทอมมี่ สมิธ และจอห์น คาร์ลอส (John Carlos) นักกีฬาจากสหรัฐอเมริกาซึ่งได้เหรียญทองและเหรียญทองแดงตามลำดับ ได้เดินมารับเหรียญด้วยเท้าเปล่าและชูมือขึ้นเหนือศีรษะเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับเพื่อนพ้องชาวแอฟริกัน-อเมริกันของพวกเขา

 

Untitled-5

 

เจสซี่ โอเว่นส์ (Jesse Owens)

จากช่วงเวลาในตอนนั้นที่ทั่วโลกกำลังมีปัญหากันเรื่องการเหยียดผิวและเชื้อชาติ ทว่า เจสซี่ โอเว่นส์ ทำให้คนพวกนั้นเงียบกันหมด เมื่อสามารถคว้าเหรียญทองให้กับประเทศสหรัฐอเมริกาได้ถึง 4 เหรียญจากกีฬาวิ่ง 100 เมตร วิ่ง 200 เมตร กระโดดไกล และวิ่ง 4 คูณ 100 เมตร ในกีฬาโอลิมปิกปี 1936 ที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นการหักหน้า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีที่กล่าวว่าประเทศเยอรมนีเหนือกว่าชาติอื่นทุกด้าน โดย เจสซี่ โอเว่นส์ แสดงให้เห็นแล้วว่าสีผิวไม่เกี่ยวกับความสามารถแต่อย่างใด

 

Untitled-6

ทีมแข่งขันรถเลื่อนน้ำแข็งจากจาไมกา (jamaican bobsled team)

เป็นเรื่องที่น่ายกย่องอย่างยิ่งสำหรับทีมแข่งขันรถเลื่อนน้ำแข็งจากประเทศจาไมกาที่แสดงถึงสปิริตที่ไม่เคยย่อท้อของพวกเขา โดยถือเป็นความพยายามอย่างมากสำหรับทีมที่ประเทศมีแต่หาดทรายและแสงแดด แล้วมาเล่นกีฬารถเลื่อนน้ำแข็งเป็นครั้งแรกในโอลิมปิกฤดูหนาวปี 1988 ที่เมืองแคลการี่ ประเทศแคนาดา ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้รับเหรียญรางวัลใด ๆ เลย แต่ก็ชนะใจคนดูเป็นอย่างมากสำหรับการแข่งขันครั้งแรกของพวกเขา

 

Untitled-7

นาเดีย โคมาเนชี่ (Nadia Comaneci)

นักกีฬายิมนาสติกสาวจากประเทศโรมาเนีย ได้แสดงให้เห็นถึงนิยามการเล่นชนิดที่เรียกว่าสมบูรณ์แบบในการแข่งขันโอลิมปิกปี 1976 ที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา โดย นาเดีย โคมาเนชี่ กวาดเหรียญรางวัลไปทั้งสิ้น 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง ซึ่งเธอเป็นที่จดจำจากผู้ชมจากทั่วโลกเมื่อสามารถทำคะแนน 10 เต็มเป็นคนแรก จากการแข่งขันอุปกรณ์ประเภทบาร์ รวมไปถึงเป็นนักกีฬาอายุน้อยที่สุดที่ได้เหรียญทองด้วยวัยเพียง 14 ปีเท่านั้น

 

Untitled-8

เดเร็ก เรดมอนด์ (Derek Redmond)

เหตุการณ์เกิดในโอลิมปิกปี 1992 ที่เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน ซึ่งคงไม่มีใครลืมความกล้าหาญและความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของ เดเร็ก เรดมอนด์ อย่างแน่นอน เมื่อตอนนั้น เดเร็ก ซึ่งเป็นตัวเต็งในการแข่งขันวิ่ง 400 เมตรชาย ได้เกิดอาการกล้ามเนื้อขาฉีกในขณะที่กำลังแข่งในรอบรองชนะเลิศ ขณะที่ยังวิ่งไม่จบ แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้พยายามที่จะวิ่งไปยังเส้นชัยทั้งที่ขาเจ็บจนแทบเดินไม่ไหว สุดท้ายคุณพ่อของเขาได้เข้ามาช่วยพยุงแล้วเดินไปด้วยกัน ก่อนที่คุณพ่อจะปล่อยให้เขาเดินเข้าสู่เส้นชัยด้วยตัวเอง สร้างความซาบซึ้งปนน้ำตาเรียกเสียงเชียร์จากผู้ชมกว่า 6 หมื่นคนได้เป็นอย่างยิ่ง

 

Abebe-Bikila-bare-foot

 

อาเบเบ บิกิล่า (Abebe Bikila)

นักวิ่งชาวเอธิโอเปีย อาเบเบ บิกิล่า ผู้ซึ่งแสดงให้คนทั้งโลกเห็นว่าเมื่อมีความเชื่อมั่นแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้ โดยโอลิมปิกปี 1960 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ได้จารึกชื่อของบุรุษเหล็ก อาเบเบ บิกิล่า ในประวัติศาสตร์ ด้วยการแข่งวิ่งมาราธอนระยะไกลด้วยเท้าเปล่าจนชนะการแข่งขันคว้าเหรียญทองมาได้สำเร็จ ซึ่งนับว่าเขาเป็นนักกีฬาผิวสีจากแอฟริกาคนแรกที่ได้เหรียญทองอีกด้วย

 

Untitled-10ปาฏิหาริย์บนลานน้ำแข็ง (Miracle On Ice)

เป็นชื่อที่ได้รับการกล่าวขานเป็นอย่างมากในโอลิมปิกปี 1980 เมื่อกลุ่มนักฮอกกี้น้ำแข็งสมัครเล่น ที่สามารถหักปากกาเซียนสร้างประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครเชื่อว่ากลุ่มผู้เล่นที่ไร้ประสบการณ์จะสามารถทำได้ โดยกลุ่มนักกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งจากประเทศสหรัฐอเมริกาที่เป็นเพียงกลุ่มเด็กมหาวิทยาลัยได้ทำให้คนดูต้องอ้าปากค้างเพราะทึ่งในความสามารถ ด้วยการเฉือนเอาชนะทีมแชมป์โลกที่ไร้เทียมทานอย่างสหภาพโซเวียตในนัดชิงเหรียญทองไปอย่างสุดยอด